นี่คือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของเขา ช่วงล่างนิ่งและแน่น ไฮบริดตอบสนองดีทันใจไม่อืดนะ กดคันเร่งเมื่อไหร่พร้อมพาเราแซงได้ทันที แล้วข้อสำคัญคือมีความประหยัดมาให้ เดินทางจริงใช้งานจริงบนเส้นทางเขาคดโค้ง ตัวเลขการบริโภคน้ำมันทำได้18-19 กม./ลิตร ถือว่าพอใจครับ

การการออกแบบภายนอกนั้นเราต้องยอมรับว่าฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมอย่างสิ้นเชิง เส้นสายรอบคันมีความแข็งแกร่งและดูแข็งแรงมายิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดชุดกระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ Piano Black และกระจังหน้าสีดำ Piano Black
ตกแต่งด้วยโครเมียม (เฉพาะรุ่น E) กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าพร้อมพับเก็บอัตโนมัติ ไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED เปิดมุมมองใหม่ที่พรีเมียมยิ่งขึ้นกับ
ส่วนหลังคาเป็นแบบซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-Free Power Tailgate with Walk Away Close)
ซึ่งระบบนี้เราต้องชม เพราะการทำงานของเขาค่อนข้างรวดเร็วเซ็นเซอร์ตรวจจับได้อย่างแม่นยำเพียงแค่เตะเบาๆ ประตูท้ายก็เปิดเอง เสาอากาศครีบฉลาม รวมถึงยังมีปลอกท่อไอเสียสเตนเลสแบบคู่ และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว
ยังไม่หมดเพราะในเจนฯนี้เขามีรุ่น RS (ที่เรานำมาทดสอบ)มาด้วยถือเป็นครั้งแรกของ ซีอาร์-วี ที่ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน
โดยการออกแบบ (รุ่น e:HEV RS 4WD) ด้านหน้าจะเสริม ด้วยสัญลักษณ์ RS บนกระจังหน้า กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวสีดำ Piano Black กันชนหน้าและหลังสีเดียวกับตัวรถ ชายกันกระแทกด้านข้างสีเดียวกับตัวรถ
คิ้วตกแต่งประตูข้างสีดำ Gloss Black ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถและสีดำ Piano Black เสาอากาศครีบฉลามสีดำ Piano Black และล้ออัลลอย 19 นิ้ว แบบสปอร์ต
ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทาง ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือห้องโดยสารจะมีความกว้างขวาง วัสดุที่ใช้จะมีความพรีเมี่ยมอย่างมาก แต่ก็จะความแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น

โดยในรุ่น RS (รุ่น e:HEV RS 4WD) จะมาพร้อมกับชุดตกแต่งภายในลายอะลูมิเนียมปัดเงาและสีดำ Piano Black เบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พวงมาลัยสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต
นอกจากนี้เขายังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เช่นระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ พร้อม Honda Smart Key Card (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD) ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
แล้วก็ยังมีไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) ที่ได้รับการติดตั้งในหลายตำแหน่งเป็นครั้งแรกใน ซีอาร์-วี อาทิ ถาดคอนโซลกลาง แผงประตูหน้าและหลัง และที่วางแก้ว
นอกจากนี้ยังมีระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES และ e:HEV RS 4WD) ซึ่งระบบบนี้ต้องบอกว่าได้ใช้และเหมาะมากกับเมืองไทย ระบบปรับอากาศมาพร้อมกับแบบอัตโนมัติปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา แบบ i-Dual Zone (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
มีช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ไร้กังวลเรื่องความเย็นในรุ่นที่ เป็น 7 ที่นั่งเพราะเขามีระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 (เฉพาะรุ่น EL 4WD) รวมถึงไฟอ่านหนังสือด้านหลัง LED แบบสัมผัส
มาดูเรื่องอรรถประโยชน์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เท่าที่ได้สัมผัสทั้งสองรุ่น สิ่งที่เห็นคือฮอนด้ายังคงเอกลักษณ์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วนทั้งรุ่นที่เป็นเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับ การใช้งานที่หลากหลาย
เบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Sliding) เลื่อนและแยกพับแบบ 60:40 ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ได้ค่อนข้างหลากหลายโดยในรุ่นเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้าน
สามารถปรับพับลงแนวราบได้เรียบ (Utility Mode) ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลัง (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
ในรุ่นเบาะโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง (เฉพาะรุ่น EL 4WD) สามารถปรับพับเบาะด้านหลังแถวที่ 3 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้ายในขณะที่ผู้โดยสารแถว 2 สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย หรือปรับพับเบาะทั้งแถวที่ 2 และ 3 ลงแนวราบ (Utility Mode) สามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลังทั้งแถวที่ 2 และ 3 (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
ด้านขุมกำลังเจนฯนี้นับเป็นครั้งแรกกับระบบฟูลไฮบริด e:HEV ใน ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive)
กับเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง
แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที มอบอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร* (รุ่น e:HEV ES) และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 113 กรัม/กิโลเมตร

ซึ่งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้ 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)
แล้วยังมาพร้อมกับสวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และโหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode) ซึ่งในสปอร์ตโหมดเขาสร้างความเร้าใจด้วยเสียงประดิษฐ์ส่งผ่านลำโพงเลียนแบบเสียงท่อ
ส่วนในรุ่น EL จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Direct Injection DOHC VTEC TURBO 4 สูบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Direct Injection และ Turbocharger ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ มอบกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) และมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 14.3 กม./ลิตร* (รุ่น E) และรองรับน้ำมัน E85มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่

เรื่องความปลอดภัย ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ผสานการทำงานของกล้องด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) เป็นต้นฯ แต่ยังระบบที่เพิ่มเข้ามาใหม่ก็คือ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น E) ,เซ็นเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด ,ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) และไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL)

สรุปความรู้สึกหลังได้ทดสอบ All new Honda CR-V เรื่องการออกแบบถือว่าเปลี่ยนไปชัดเจนมีเส้นสายรอบคันดูแข็งแกร่งแต่ดูพรีเมี่ยมเรื่องนี้ต้องชม ส่วนภายในก็ออกแบบมาได้ดีหรูหรามีความกว้างมาก อรรถประโยชน์ใช้สอยทำได้ดี ช่วงล่างให้คะแนนเต็มกับ รุ่น e:HEV RS 4WD 5 ที่นั่ง
ทำได้ดีนิ่งและหนึบ ยึดเกาะได้ดีเราผ่านทางโค้งหลายโค้งแบบหนักๆ ก็ไม่เป็นปัญหาตรงกันข้ามเรากับรู้สึกดีที่ควบคุมเขาได้ง่าย
ส่วนราคามีมาให้เลือกทั้งหมด มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ดังนี้ ระบบฟูลไฮบริด e:HEV มาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น e:HEV RS 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,729,000 บาท, รุ่น e:HEV ES 5 ที่นั่ง ราคา 1,589,000 บาท
ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น EL 4WD 7 ที่นั่ง ราคา 1,649,000 บาท,รุ่น ES 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,599,000 บาท และรุ่น E 5 ที่นั่ง ราคา 1,419,000 บาท















