ระยอง – CHANG-AN Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เปิดโรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง (CHANG-AN Automobile Rayong Factory) ปักธงฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบวงจรแห่งแรกในต่างประเทศ ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย มูลค่าการลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจระดับโลกและตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวต่อภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย

โดยโรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์และจะเป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลก ยกระดับความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในโอกาสเดียวกันนี้ CHANG-AN ยังได้ฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 28.59 ล้าน ซึ่งเป็น DEEPAL S05 ประกาศความสำเร็จอีกครั้งของการดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยพัฒนาจาก “แบรนด์ที่ก้าวสู่ระดับสากล” สู่การเป็น “ผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก” อย่างแท้จริง
พิธีการเปิดโรงงานได้รับเกียรติจาก นายจู หัวหรง ประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายหวัง ฮุย รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายเคลาส์ ไซซิโอรา รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายเติ้ง เฉิงหาว รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DEEPAL และ นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายเจียง เว่ย อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาโรงงานแห่งนี้ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างไทยและจีน
โรงงานของ CHANG-AN ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 250 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สำหรับดำเนินการผลิตอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมประกอบตัวถัง, การพ่นสี, การประกอบเครื่องยนต์ และการประกอบแบตเตอรี่ มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 100,000 คันต่อปี โดยใช้หุ่นยนต์ 39 ตัวในพื้นที่เชื่อมประกอบตัวถัง และใช้หุ่นยนต์ 29 ตัวสำหรับกระบวนการพ่นสีที่ต้องอาศัยความละเอียดสูงเพื่อให้สีบนตัวรถมีความทนทานมากกว่า 10 ปี พร้อมทั้งลดการปล่อยมลภาวะได้ถึง 40% นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติ 18 ระบบและแบบกึ่งอัตโนมัติ 125 ระบบ จึงสามารถผลิตรถยนต์หลายรุ่นที่ใช้ระบบส่งกำลังต่างกันได้พร้อมกัน ทั้งยังมีระบบดิจิทัลช่วยให้ดำเนินงานและจัดการผ่านออนไลน์ได้ 100% ลดระยะเวลาจากการสั่งซื้อถึงการส่งมอบจาก 21 วันเหลือเพียง 15 วัน โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 200,000 คันในเฟสที่สอง
โรงงานแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและกระบวนการทำงานที่ทันสมัยและปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย CHANG-AN มีแผนที่จะติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 14 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ถึง 45% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในโรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมด้วยส่วนประกอบที่ส่งเสริมความยั่งยืนอีกมากมาย อาทิ ระบบระบายอากาศหมุนเวียน, ระแนงระบายความร้อน, การใช้แสงธรรมชาติ, และระบบรีไซเคิลน้ำฝน คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนพลังงานลง 20% นอกจากนี้ การเปิดโรงงานยังจะสร้างโอกาสการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย

นายจู หัวหรง ประธาน บริษัท CHANG-AN Automobile กล่าวว่า “การเปิดโรงงานแห่งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ CHANG-AN ที่ยกระดับจากการส่งออกรถยนต์สู่การสร้างระบบนิเวศในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเดินหน้า 3 แผนธุรกิจหลัก ได้แก่ Green CHANG-AN, Smart CHANG-AN และ Global CHANG-AN โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดระยอง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อประเทศไทยและปรัชญาที่มุ่งพัฒนาการดำเนินงานในท้องถิ่นให้สร้างประโยชน์ต่อชุมชน เราออกแบบโรงงานแห่งนี้โดยให้โดดเด่นด้านความยั่งยืนและนวัตกรรม ใช้กระบวนการผลิตที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด (Lean Manufacturing Processes)
ระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีล้ำสมัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHANG-AN ต่ออนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมเป้าหมายของเราที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคและตลาดรถพวงมาลัยขวาที่สำคัญ ครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เราจะยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ ‘In Thailand, For Thailand’ พร้อมทั้งส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ให้ความสำคัญกับ AI, ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และยานพาหนะไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่งได้ (eVTOL)”
















