X-pander HEV ไม่ได้ปรับแค่รุ่นเดียวในการทำตลาด แต่ว่ามิตซูบิชิเลือกจะปรับด้านขุมพลังทั้งสองรุ่นพร้อมกันโดยหันมาใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดเต็มระบบซึ่งผมมีโอกาสได้ทดสอบในสนามปิดเป็นความลับ สิ่งที่เราเห็นภายนอกยังคงคล้ายเดิมมีโลโก้ HEV ระบบไฟหน้า-หลังเป็นแบบ LED มีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ สปอยเล่อร์หลังพร้อมไฟเบรก LED เป็นต้นฯ

ห้องโดยสาร มาพร้อมความสะดวกสบายหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว โดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่น ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะมีการแสดงภาพกราฟฟิกกลางหน้าจอเพื่อแจ้งโหมดการขับขี่ที่กำลังทำงานอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ตามความต้องการ ระหว่าง แบบ Enhanced Mode ที่ล้ำสมัย หรือแบบ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก หัวเกียร์เปลี่ยนใหม่ พวงมาลัยใหม่สามก้านปุ่มมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอกลางขนาด 9 นิ้วรองรับ Bluetooth, Apple CarPlay, and Android Auto

ในด้านเทคนิคไม่เหมือนเดิม มิตซูบิชิชูสิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญคือ ความสมบูรณ์แบบของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่
-
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
-
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน
-
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง

ซึ่งฟูลไฮบริดของเขาได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) รูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือ Regenerative Braking จึงโดดเด่นในด้านอัตราประหยัดน้ำมัน พร้อมมอบความสนุกแห่งการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับเข้าสู่รูปแบบการขับขี่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ และพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ ณ ขณะนั้น

เมื่อเริ่มออกตัว และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) ทำให้สามารถขับขี่ด้วยด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ จากนั้น ในขณะที่ขับรถขึ้นเนินที่ลาดชันหรือในขณะที่เร่งความเร็ว ระบบจะทำการปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบการขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด โดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ได้รับการปั่นไฟฟ้าให้เกิดพลังงานจากเครื่องยนต์

ในขณะที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อน เครื่องยนต์เริ่มทำงานอย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก สะดวกสบายแม้ในรูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด แล้วเมื่อเราชะลอความเร็ว ตัวรถจะเข้าสู่รูปแบบ Regenerative Braking ซึ่งเป็นระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก จึงสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บสำรองพลังงานไว้ในแบตเตอรี่

ในส่วนของการขับขี่จะมีโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วย โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมดและอีก 5 โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ เพื่อสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ โดยมีรายละเอียดดังนี้
-
Normal Mode เป็นโหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
-
Wet Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก
-
Gravel Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
-
Tarmac Mode เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ที่ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ แม้บนถนนที่คดเคี้ยว
-
Mud Mode ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน
โหมดการขับขี่ทุกรูปแบบสร้างขึ้นเพื่อมอบความปลอดภัยและสะดวกสบายบนทุกสภาพถนนและสภาพอากาศ แต่ละโหมดการขับที่เราได้ทดสอบ บอกได้เลยว่าแม่นยำ ทั้งทางฝุ่น ทางโคลน รวมถึงสภาพถนนลื่นเราได้ขับสองรอบ รอบแรกเราปิดระบบ Wet Mode จะรู้สึกได้รถที่เสียอาการออกไปบ้างซึ่งเป็นเรื่องปกติของการขับบนสภาพถนนแบบเปียก แต่เมื่อเราเปิดโหมด Wet Mode เรารู้สึกได้ทันทีว่าระบบช่วยแก้อาการล้อที่ลื่นไถลให้ลดความเร็วแล้วกลับมาทำงานอยู่ในไลน์ขับปกติดึงจนรู้สึกว่ามั่นใจกับระบบของเขา เช่นเดียวกับ Mud Mode และ Gravel Mode

อัตราเร่งเท่าที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งทำได้ดี โดยเขามากับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่พัฒนามาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรอย่างไร้ปัญหา ส่วนด้านเครื่องยนต์ใหม่แต่ยังคงเป็นเบนซิน แต่ได้รับการพัฒนาใหม่ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว4 มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) พร้อมกับมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงกว่าด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคอมเพรสเซอร์แอร์เป็นแบบไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้น กว่าเดิมราวร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิมราวร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC

ถ้าหากเปิดฝากระโปรงด้านหน้าแล้วไม่เจอแบตเตอรี่ไม่ต้องตกใจเพราะเขาจะมีแบตเตอรี่เสริมอยู่ท้ายรถ น้ำหนักตัวรถของรุ่น HEV ไม่เหมือนเดิมจากการเพิ่มแบตเตอรี่และมอเตอร์เข้ามาจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 160 กก. ดังนั้นเขาต้องปรับช่วงล่างใหม่ด้วยเพิ่มค่าเคของสปริงรวมถึงปรับเซ็ตแรงดันน้ำมันใหม่เพื่อให้การยึดเกาะถนนดียิ่งขึ้น จึงไม่แปลกหากเราจะรู้สึกถึงการทรงตัวที่ดีไม่ว่าจะเป็นทางตรงความเร็วสูง หรือทางโค้งต่อเนื่องทำได้ดีเลย











