ในการเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งที่4 ดังนั้นจึงต้องมีความพิเศษหน่อย สำหรับผมผู้เขียนถ้าจะเรียกว่าเป็นการเดินทางท่องเที่ยวสามแผ่นดินก็ไม่ผิด ทุกอย่างเริ่มต้นจากไทยด่านเชียงของมุ่งหน้าสู่ลาวใช้เส้นทางห้วยทราย-บ่อเต็นสุดเขตชายแดนลาว ก่อนจะข้ามไปยังเมืองเชียงรุ้งประเทศจีน ทุกอย่างที่เขียนมาดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่ไม่ขนาดนั้น

ส่วนหนึ่งต้องชมทีมงานโดยเฉพาะพี่กีฟและพี่แมว เดินทางมาสำรวจเส้นทางด้วยตัวเอง ความแตกต่างของเส้นทางไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับชาวล้อเดียว ภาพคุ้นตาย้อนกลับมาให้เห็นทุกคนช่วยกันในทุกเรื่องที่ทำได้ นี่คือการเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญ การได้เอาล้อที่รักของพวกเขาสัมผัสพื้นถนนที่ไม่ใช่ประเทศไทย โดยเฉพาะไร่ชาในเมืองเชียงรุ้ง

ไร่ชาต้ามู่กังหมื่นมู่ เป็นไร่ชาที่ได้รับการรับรองว่าเป็นไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีพื้นที่เชื่อมต่อกันเป็นหมื่นไร่ ทิวทัศน์สวยงาม เครื่องแต่งกายของนักเล่นล้อเดียวถูกบรรจงใส่อย่างตั้งใจเพราะนี่จะเป็นสิ่งเดียวที่ปกป้องเขาได้จากอุบัติเหตุรองลงมาจากประสบการณ์ ที่นี่นอกจากผลิตชาแล้วเขายังได้ยกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน ความสวยงามนอกจากไร่ชา ก็เป็นถนนที่ทาด้วยสีรุ้งสดใจรอบภูเขา

ล้อเดียวตั้งขบวนเป็นคาราวานออกเดินทาง เสียงสื่อสารผ่านวิทยุส่วนตัวของแต่ละคนเริ่มดังขึ้น ทุกคนคอยแจ้งเตือนกันและกัน ผมเห็นความสนุกของแต่ละคนเริ่มแสดงออกมา ผ่านสีหน้าและท่าทาง แตกต่างกันออกไป ผมพอรู้มาว่าบางคนมีความถนัดแตกต่างกันบางคนชอบทางลุย บางคนชอบทางเรียบ แต่ทุกคนก็ยอมมาร่วมเดินทางด้วยกันอย่างเข้าใจ

ในไร่ชาแห่งนี้ไม่ได้มีเฉพาะชาเท่านั้นแต่พื้นโดยรอบยังมีหมู่บ้านอยู่ดังนั้นทุกคนต้องเล่นล้อด้วยความระมัดระวัง เดินทางรอบหนึ่งเกือบ20 กม. บางคนเลือกจะไปขี่ล้อเล่นต่อในชุมชนในขณะเดียวกันบางกลุ่มก็เลือกจะชิมชาและแวะซื้อของพื้นเมืองจากชาวบ้านในตลาด สนุกกับการสื่อสารและเรียนรู้วัฒนธรรมทั้งภาษามือและภาษาจีน ทุกคนล้วนมีอิสระแต่ห้ามออกนอกเขต

ความครบรสของทริปนี้ไม่ได้มีแค่นั้นเพราะว่าทุกคนยังได้สนุกกับเส้นทางเทรลหรือทางฝุ่นเป็นระยะอย่างเช่นเส้นทางเข้าไปยังน้ำตก เปิดใหม่ของเมืองเชียงรุ้ง เส้นทางเข้าไปถือว่าลำบากพอควร ผมนั่งมอเตอร์ไซค์ชาวบ้านยังต้องลงเดิน เพราะว่ารถไปไม่ไหวในขณะที่กลุ่มล้อเดียวยังคงเดิทางได้แบบคล่องแคล่ว แม้จะมีบางคนที่พลาดไปบางแต่ก็ไม่เจ็บอะไรมาก

บางช่วงผมได้คุยกับเฮียเฟิร์ส เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบล้อเดียวตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส รวมถึงเป็นคนชอบอะไรที่ตื่นเต้นจึงเลือกล้อเดียวมาเป็นส่วนหนึ่งการเดินทาง เขาได้เจอเพื่อนใหม่ทั้งพี่หน่องผู้นำกลุ่ม นากามะเป็นกลุ่มที่ชอบความท้าทายเดินทางแบบค่ำไหนนอนนั้น แล้วมาเจอกับนัท เป็ดเหงิบก่อนจะมาเจอกับพี่แมว แล้วหลังจากนั้นก็ออกทริปกันมาหลายครั้งจนสนิทกัน

เฮียเฟิร์สบอก “ที่ทุกคนออกมาขี่กันแบบนี้ได้ต้องมีประสบการณ์มากแล้วครับพี่ ทุกเส้นทางลุยกันได้หมด ส่วนมากต้องเคยล้มกันมาก่อนทั้งนั้นก่อนจะแข็งแกร่ง แต่สิ่งหนึ่งเลยที่ขาดไม่ได้สำหรับขี่ล้อคืออุปกรณ์เซฟตี้ ต้องครบเพราะมันคือสิ่งเดียวที่จะช่วยคุณได้” นั่นคือสิ่งที่ทุกคนดูแลกันเอง ระหว่างคุยผมก็ต้องดื่มน้ำไปด้วยเพราะเหนื่อยจากการเดินขึ้นมา ซึ่งต่างจากคนเล่นล้อสนุกกันมาก ในตัวน้ำตกคนในเชียงรุ้งก็ไม่ค่อยได้เข้ามากันมากเพราะว่าไม่ค่อยรู้จักกัน ในช่วงน้ำเยอะที่นี่จะสวยมาก ในวันเราเข้าไปถึงน้ำน้อยแต่บรรยากาศก็ทำให้ทุกคนผ่อนคลาย

จะว่าไปในกลุ่มนี้มีอีกคนที่ผมเห็นถึงความแข็งแรงและความสุข ในทุกเวลาจะได้ยินเสียงหัวเราะตลอด คือ “เฮีย สอ” อายุเลยวัยเกษียณใช้ชีวิตสนุกกับกลุ่มล้อเดียวมานาน ผมไม่ค่อยได้คุยมากแต่ไม่กี่คำก็รับรู้ได้ถึงความสุขที่ได้เดินทาง บางคนในกลุ่มรู้สึกอิจฉาความแข็งแรงของเฮียถึงกับบอก ถ้าอายุเท่าเฮียแล้วขอให้แข็งแรงได้สักครึ่งของเฮียก็พอ เฮียสอไม่เคยถือตัวกับน้องๆ ถ้าเห็นใครว่างก็จะเข้าไปหยอกพอให้เกิดรอยยิ้ม อีกคนคือเฮียอุ้ยพูดน้อยมีแต่รอยยิ้ม ไม่มีติมีแต่ชมทีมงานตลอดเฮียเล่นล้อระดับมืออาชีพ ไม่เพียงแค่ขี่ได้ ทว่ายังเชี่ยวชาญในทุกด้านทั้งอะไหล่และซ่อมบำรุง ดังนั้นตั้งแต่ทริปแรกเราจะเห็นว่ารถของน้องคนไหนมีปัญหาเฮียจะจัดการให้ทั้งหมด สิ่งที่มีให้เห็นในกลุ่มมันจึงมากกว่าเพื่อนเที่ยวถ้าใช้คำว่ามิตรภาพน่าจะเป็นคำที่เหมาะสุด เท่าที่สังเกตเห็นได้ทั้งสี่ทริป

ในเมืองเชียงรุ้งไม่มีดีแค่เรื่องประวัติศาสตร์ทว่าเขายังมีโรงละครเก่าแก่ที่ยังจัดแสดงโชว์ โชว์พาราณศรี ประจำทุกวัน เป็นการแสดงแสงสีเสียงสุดยิ่งใหญ่ใช้นักแสดงจำนวนมาก แต่ละชุดสุดอลังการ ซึ่งจากอดีตถึงปัจจุบันโรงละครไดซิว ปรับปรุงตลอดเพื่อให้การใช้งานสมบูรณ์แบบแล้วนักท่องเที่ยวส่วนมากก็ยังเดินทางมาตลอด โดยรอบ ๆ โรงละครจะเป็นร้านอาหารและตลาดคนเดินมีของขายทั่วไป จะเป็นของกินเสียส่วนใหญ่

การเดินทางยังไม่จบเพราะในสิบสองปันนายังมีสิ่งน่าประทับใจ เวลาเดินทางครั้งนี้ตรงกับสงกรานต์บ้านเราพอดีซึ่งในสิบสองปันนาก็มีประเพณีด้วยเช่นกันถือเป็นไฮไลท์ของนักท่องเที่ยว แล้วการแต่งกายส่วนใหญ่ก็คล้ายกับคนไทยรวมถึงภาษาก็มีความใกล้เคียงกัน
ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีแม่ค้าทักทายเราอย่างเป็นกันเองด้วยภาษาไทลื้อ กลุ่มล้อเดียวเดินทางเข้ายังหมู่บ้านไทลื้ออย่างเป็นระเบียบขี่รอบหมู่บ้านเพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมที่ยังเข้มแข็งของชาวบ้านบ้านส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเดิมคือบ้านไม้หลังใหญ่มีเสาหลายต้น ซึ่งจำนวนเสาจะบ่งบอกถึงสถานะยิ่งหลายต้นยิ่งร่ำรวย แต่ส่วนหนึ่งก็แปรเปลี่ยนโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว ขณะที่วัดวาอารามก็ดูไม่ต่างกันกับประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ในบทความนี้ผมคงไม่รายละเอียดถึงประวัติยาวนานตั้งแต่อดีตของเมืองนี้
ในทุกปีที่เมืองนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงจำนวนมากเพื่อเล่นน้ำสงกรานต์ในลานแสดงวงเวียนช้างจุดศูนย์กลางของชุมชน รอบหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยชุดพื้นเมืองผู้คนยังรู้สึกภูมิใจกับชุดพื้นถิ่นของเขาซึ่งนั้นก็หมายรวมถึงกลุ่มล้อเดียวด้วยเช่นกันที่แต่งตัวมาไม่ต่างกันกับชาวจีน การเล่นน้ำเขาไม่สาดกันริมถนนแต่ทุกคนจะซื้อบัตรแล้วเข้าไปเล่นน้ำรวมกันภายในสถานที่ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ ผมว่าก็สนุกดีทุกคนตั้งหน้าตั้งตาสาดใส่กันไม่ยั้งหนึ่งรอบสี่สิบนาทีก็เพียงพอจะให้ทุกคนสนุกกันอย่างเต็มที่ แล้วไม่มีการเล่นแป้ง สี่สิบนาทีผ่านไปผมเห็นรอยยิ้มของทุกคนระหว่างเดินทางกลับมายังจุดนัด บางคนถึงกับบอกว่า “น่าจะต่ออีกสักหน่อยอารมณ์ยังค้างอยู่น้ำในปืนฉีดน้ำยังไม่หมดเลย” สงสัยต้องรอครั้งถัดไป

ทุกคนทิ้งบรรยากาศไว้แล้วเก็บกลับแค่ภาพความทรงจำ ผมเองยังจำได้ถึงรสชาติอาหาร เสียงเพลงรวมถึงรอยยิ้มที่เกิดขึ้นของแต่ละคนช่างดูอิ่มเอมในทุกกิจกรรม การจากลากลับมาสิ้นสุดอีกครั้งบนแผ่นดินจีน แต่ดูเหมือนว่าสำหรับล้อเดียวยังไม่จบ เราข้ามแดนบ้านบ่อเต็นอีกรอบก่อนมุ่งหน้าหลวงน้ำทา ล้อทุกคันพร้อมออกผจญภัยบนดินแดนประเทศลาว มันไม่เหมือนที่จีนเพราะบนถนนจะมีการสาดน้ำเป็นจุดไม่ต่างจากบ้านเรา เพราะฉะนั้นล้อต้องดูแลกันเองบางคนก็เลือกจะใช้พลาสติกหุ้มไว้เพื่อป้องกันน้ำเข้าแผงวงจร

เส้นทางที่หลวงน้ำทาดูน่าสนุกเพราะเป็นเส้นทางฝุ่นสลับทางลาดยาง ผมเริ่มเห็นลีลาของแต่ละคนทักษะแบบนักแข่ง บางคนในกลุ่มนี้ก็เพิ่งได้แชมป์มาอย่างเช่นพี่ตุ้ย เป็นผู้ใหญ่ใจดีอีกหนึ่งท่านที่ร่วมทริปกันมาตั้งแต่ครั้งแรก เป็นคนที่หลงรักการเล่นล้อมานานใช้ชีวิตช่วงเกษียณจากงานประจำได้อย่างมีความสุขจัดเตรียมของเอาไว้ให้ลูกน้องออกไปงานตัวเองก็มีเวลาได้เที่ยวกับกลุ่มล้อเดียว “ผมเล่นมาครับตอนนี้มีล้อเต็มบ้านลูกหลานเล่นกันเป็นหมด มาทริปนี้ผมสนุกมากครับผมได้เห็นน้องๆ มีความสุขหยอกล้อกันผมก็มีความสุข เป็นกิจกรรมที่ดีเลยครับ การเดินทางครั้งนี้เหมือนเป็นการท่องเที่ยวไม่ใช่ต้องขี่กันเต็มที่เหมือนแข่งไปเรื่อยๆก็มีความสุขได้ครับ” ผู้ใหญ่ท่านนี้บอกกับเรา

บนเส้นทางเมืองหลวงน้ำทานอกจากสักการะพระธาตุแล้ว แสงสุดท้ายในชนบทก่อนเข้าเมืองก็สวยน่าประทับใจไม่แพ้กันทุกคนขี่กันเป็นระเบียบส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้ออกทริปร่วมกันมาหลายหนทั้งในและต่างประเทศจึงทำให้เข้าใจกัน สุดปลายทางเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารยังมีแต่เสียงหัวเราะอีกคืนในดินแดนลาว ชาวบ้านเล่นน้ำคึกครื้นเสียงดนตรีจังหวะเดียวกันกับไทยสนุกสนานไม่ต่างกัน มีเพียงตลาดเช้าที่กลับเงียบสงบวิถีช้าเนิบยังคงดำเนินต่อไปตามจังหวะเวลา ผมรู้สึกชอบในความธรรมดาเรียบง่ายที่อบอวลด้วยความจริงใจของชาวลาว

สงกรานต์ไม่หมดเพียงแค่ข้ามแดน จีน ลาว แต่ฝั่งไทยในอำเภอเชียงของกลายเป็นสนามรบของกลุ่มกล้อเดียวอย่างไม่ต้องสงสัยสงครามน้ำเข้มข้นเหมือนอัดอั้นทุกคนพร้อมใจออกไปเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทริปนี้คุ้มค่าแก่การเดินทาง เพราะได้เยือนสามประเทศสัมผัสวัฒนธรรมล้ำค้า เล่นล้อสามแผ่นดินครบรสทุกแบบ แล้วยังเล่นสงกรานต์ถึงสามดินแดน ปิดท้ายกับการขอพรพระธาตุผาเงาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงรายผมว่าคงไม่มีใครจัดให้ขนาดนี้

ถึงเวลาบอกความประทับใจน่าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่สิ่งที่เห็นในรอยยิ้มนั้นมันกับเป็นคาบน้ำตาแห่งความตื้นตัน เสียงที่เคยดังกับจุกแน่นในลำคอของใครหลายคนไม้เว้นแม้กระทั่งพี่นวลจากภูเก็ตผู้ชายอารมณ์ดีเสียงดัง ก็ไม่สามารถอธิบายคำพูดได้จบประโยคมีเพียงน้ำตาบอกแทนความในใจ ใช่ซึ่งก็รวมถึงพี่แมว กานดา ตัวแทนเด็กซนกลุ่มนนท์ ก็เก็บความรู้สึกใจหายที่ต้องจบทริปสุดท้ายเอาไว้ไม่ได้น้ำตาก็เอ่อล้นออกจากภายในด้วยเช่นกัน



































