Home TRIP เก็บเรื่องเดินทาง 1,200 กม.3 ประเทศกับฮอนด้า

เก็บเรื่องเดินทาง 1,200 กม.3 ประเทศกับฮอนด้า

0

ร่องรอยประวัติศาสตร์สะท้อนเรื่องราวอดีต บนเส้นทางเชื่อมโยง ไทย-กัมพูชา-ลาว ทุกอย่างจบลงโดยสมบูรณ์ ทว่าภาพจำยังถูกบันทึกไว้ไม่รู้ลืม

            “ขอให้ทุกคนเปลี่ยนมาใช้เลนขวาแล้วแซงซ้าย” ผู้นำคาราวานบอกผ่านวิทยุสื่อสารให้เราได้เตรียมตัว นั่นแสดงว่าเรากำลังเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ขบวนคาราวานแบบรถยนต์เริ่มต้นเดินทางอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว สำหรับผมนี่คืออีกบทบันทึกความทรงจำ

            อารยธรรมแรกของการเดินทางคือนครวัด เป็นร่องรอยประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ของเจ้าชัยวรมัน เส้นทางไม่ลำบากเหมือนก่อนแต่ค่อนข้างแคบ ที่สำคัญรถ ซีอาร์-วี ในปีนั้น คือรถที่เราใช้ตลอดการเดนิทางและทุกคนต้องใช้เลนขวา ซึ่งปกติเราจะต้องใช้เลนซ้าย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาด้วยทีมนำทางคอยบอกเราผ่านวิทยุสื่อสารตลอดเวลา เราไม่รู้สึกเครียดแต่กลับรู้สนุกมากกว่า

            บ่ายไม่มากหลังอาหารกลางวัน เรามาถึงแหล่งก่อสร้างของกัมพูชาที่โด่งดังไปทั่วโลก “ปราสาทนครวัด” นักท่องเที่ยวต่างก็อยากเดินทางมาสัมผัสสักครั้งเพื่อมาชมความยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นปราสาทที่มีความใหญ่ติดอันดับโลก ก้อนหินขนาดมหึมาจัดเรียงซ้อนกัน แกะสลักสวยงามงามทั่วทุกด้านของนครวัด ส่วนงานก่อสร้างในประวัติศาสตร์บอกเอาไว้ว่า ได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ปราสาทนครวัดและบริเวณโดยรอบมีพื้นที่กว่า 820,000 ตารางเมตร (203 เอเคอร์) ซึ่งไกด์บอกว่าใหญ่ที่สุดในโลกเห็นแล้วรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ในยุคนั้น

            ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทเขมร มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ใช้หินรวม 5,000,000-10,000,000 ก้อน หินทรายแต่ละก้อนมีน้ำหนักสูงสุด 1.5 ตันใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน  ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 40 กิโลเมตรมาสร้าง เรื่องเหล่านี้เราอาจเห็นได้ตามภาพแกะสลักตามกำแพงภายในนครวัด ส่วนมากภาพแกะสลักถือว่าสมบูรณ์มากเรายังเห็นความละเอียดและลวดลายอย่างชัดเจน เดี๋ยวนี้มีการจัดระเบียบโดยรอบดีกว่าเดิมมาก ไม่วุ่นวายเรื่องที่จอดรถ

            จากนครวัดแห่งความยิ่งใหญ่ “อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ” อาจารย์ผู้รู้ด้านประวัติศาสตร์ เล่าให้เราฟังว่า พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกเขมร ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวงหรือเสียมราฐในปัจจุบัน จากนั้นพระองค์จึงสร้างเมืองนครธมและปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือเพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวเขมร ถามความยิ่งใหญ่เราว่าไม่ต่างกัน ใบหน้าของยอดปราสาทบานทุกใบหน้าจะต่างกันออกไปไม่เหมือนกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือรอยยิ้มแล้วก็มีบางใบหน้าที่ยังแกะสลักไม่เสร็จด้วยเช่นกัน

            จากเมืองเสียมเรียบสู่ปราสาทที่เคยสาบสูญหลายพันปีไม่เคยมีใครพบมาก่อน “ปราสาทเกาะแกร์” ในอดีตเคยเป็นแหล่งรวมอำนาจเป็นเมืองหลวงแต่เพียงไม่นานและสุดท้ายก็ล่มสลายตามกาลเวลา จุดเด่นอยู่บริเวณปิรามิดขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังสุด เราขับ ซีอาร์-วี ออกจากตัวเมืองเสียมเรียบเราเริ่มเห็นความแตกต่างของการใช้ชีวิตของผู้คน ถนนเริ่มไม่เรียบเหมือนก่อนหน้าต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นไม่ใช่แค่รถคันหน้าหรือเพื่อนร่วมทาง ยังหมายถึงฝูงวัวควายสองข้างทางเดินข้ามถนนไป-มา อย่างสบายอารมณ์

            “เบาเบรกครับ เบาเบรก ทางขวามีวัวกำลังข้ามถนน” คำสั่งที่เราได้ยินตลอดการเดินทาง ก่อนเข้าปราสาทเกาะแกร์ประมาณสิบกว่ากิโลเมตรเป็นทางลูกรังออฟโรดพอควร ระหว่างทางก่อนเข้าถึงตัวปีรามิดด้านหลังเราได้เห็นปราสาทต่างๆกลายเป็นซากปรักหักพังวางเรียงรายหลายแห่ง ทับหลังบางส่วนถูกทำลาย หากฟังจากคำบรรยายเขาบอกว่า เกาะแกร์เคยเป็นเมืองหลวงเพียงระยะสั้นๆประมาณยี่สิบเท่านั้นเอง หากเทียบกับการก่อสร้างดูแตกต่างกันมาก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของอำนาจซึ่ง บางช่วงอาจนาน บางครั้งก็อาจรวดเร็ว

            ฝ่ากลางสายฝุ่นขึ้นถนนลาดยางมะตอยสภาพไม่ค่อยสวยงามนักไปนอนพัก ยัง จ.สเตร็งตรึง เป็นเมืองเล็กมีความเงียบสงบไม่เกินสามทุ่มทุกอย่างเข้าสู่ยามวิกาลอย่างสมบูรณ์ ก่อนถึงเรายังตื่นเต้นเป็นระยะด้วยความมืดระหว่างทางทำให้เราต้องกับรถท้องถิ่นขับสวนทางไม่เปิดไฟบางจังหวะต้องหักหลบบ้างแต่ก็ไม่เป็นไรด้วยช่วงล่างที่นิ่งและพวงมาลัยควบคุมได้ง่ายช่วยให้เรามั่นใจยิ่งขึ้น ทิ้งกัมพูชาไว้เบื้องหลัง ซีอาร์-วี รุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO เทคโนโลยีสุดล้ำพาเราเคลื่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งใต้ของ สปป.ลาว  เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์อยู่มากรวมถึงแหล่งท่องเที่ยว สำคัญอย่างน้ำตกคอนพะเพ็ง แขวงจำปาสัก

            น้ำตกคอนพะเพ็ง แขวงจำปาสัก ยิ่งใหญ่ติดอันดับโลกแหละเป็นหนึ่งของเอเชีย เป็นน้ำตกอยู่กลางแม่น้ำ เสียงน้ำตกก็แว่วมาแต่ไกล ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ได้รับยกย่องให้เป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย มีความใหญ่และสวยงาม น้ำใสในฤดูหนาวลัดเลาะผ่านโขดหินเป็นละอองฟุ้งสวยงาม บางมุมเรายังเห็นเครื่องมือหาปลาของชาวบ้านวางอยู่เขาบอกว่าการหาปลาจะมีในฤดูฝน น้ำตกแห่งนี้ได้รับการดูแลจากเอกชนที่ได้สัมปทานมา พื้นที่ทางเดินต่างๆจัดอย่างเป็นระเบียบมีความสะอาดมากเจ้าหน้าที่ใส่ใจทุกจุดถือว่าพัฒนาได้ดีมาก

            ห่างตัวเมืองไม่ไกลข้ามแม่น้ำโขงจ่ายเงินค่าผ่านทางเรามุ่งหน้าสู่ปราสาทวัดหินพูเป็นปราสาทหินที่เชื่อว่าสร้างมาก่อนนครวัด ลักษณะจะคล้ายๆกันเรื่องงานแกะสลัก ระหว่างทางก่อนถึงวัดเส้นทางที่เราขับผ่านเป็นทางฝุ่นหนาฟุ้งตลอดเส้นทางต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ซีอาร์-วีก็ผ่านได้ด้วยดี พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะของตัวรถว่าสามารถไปได้ทุกเส้นทางเหมือนกันไม่จำกัดว่าต้องเป็นแค่ในเมืองเท่านั้น ปราสาทหินวัดพูสร้างขึ้นมาเพื่อไว้สำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ด้านบนมีเทวาลัยสำประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านหลังเป็นบ่อน้ำไม่เคยเหือดแห้ง ชาวลาวมีความเชื่อว่าการขอพรในปราสาทแห่งนี้มักจะสมหวังทุกเรื่อง คนลาวส่วนมากถ้ามีโอกาสก็ต้องเดินทางมาให้ถึงสักครั้งในชีวิตเช่นกัน

            ในช่วงการเดินทางระหว่างนี้เอง จากด่านลาวใต้มุ่งหน้าถึงปราสาทหินวัดพู ครั้งนั้นจำได้ว่าเรามีสถิติความประหยัดน้ำมันใน ซีอาร์-วีเกิดขึ้นคือ 22.0 กม./ลิตร ซึ่งถือทำให้เราทึ่งพอสมควร เป็นความประหยัดที่เกินคาดจริงๆ แล้วการเดินทางขึ้นยอดปราสาทก็ผมเกือบแย่เช่นกัน

            น้ำตกอีกแห่งเราต้องไปคือตาดเยืองและตาดฟานทั้งสองน้ำตกมีความสวยงามแตกต่างกันออกไปตาดเยือง น้ำตกตาดเยืองเป็นน้ำตกสวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองปากซอง คำว่าว่าเยืองแปลว่าเลียงผา เมื่อก่อนจะมีให้เห็นเยอะเดี๋ยวนี้ไม่มี ตาดเยืองแม้จะเป็นน้ำตกขนาดกลางไม้สูงใหญ่เท่าตาดฟานก็ตาม แต่มีข้อดีกว่าคือเราสามารถเข้าไปชมได้ใกล้ชิดถึงตัวน้ำตกแต่ก็ต้องเหนื่อยกันนิดหน่อย

ห่างกันออกไปประมาณ 3 กม.จะเป็นน้ำตากตาดฟานมี จุดเด่นอยู่ตรงสายน้ำ 2 สายที่ไหลลงจากหน้าผาสูงราว 120 เมตร โดยสายน้ำทางซ้ายมือไหลมาจากห้วยผักกูด และทางขวามือเป็นสายน้ำที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติดงหัวสาว มีจุดชมวิวที่ตั้งอยู่คนละฟากเขากับตัวน้ำตก ในระดับความสูงเท่าๆกัน จากตรงนี้สามารถชมวิวตัวน้ำตกในมุมสูงได้อย่างชัดเจน และในยามเช้ายังเป็นจุดชมทะเลหมอก แล้วใครชอบผจญภัยก็ต้องติดต่อเล่นซิปไลน์โรยตัวผ่านน้ำตกรับรองตื่นเต้นสุดๆ แต่ผมไม่ขอลองเพราะกลัวความสูง

            ทั้งหมดคือความประทับใจที่เล่ากี่ครั้งก็ยังรู้สึกสนุกเป็นประสบการณ์ใหม่ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้วัฒนธรรมของเพื่อนบ้านและอารยธรรมขอมเท่านั้น เราเองยังได้สัมผัสครบทุกรูปแบบในทุกเส้นทาง ถึงแม้วันนี้ ซีอาร์-วีจะมีเจนฯใหม่ออกมาแล้ว ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีเดิมก็พร้อมตอบสนองเราทุกเวลาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เอาไว้มีทริปไหนที่เป็นความทรงจำอดีตเดี๋ยวเก็บมาเล่าให้ฟังกันอีก

NO COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

Exit mobile version